Tuesday, 19 May 2009

ตอนที่ 24

วันหมั้นของสร้อยแก้ว.. พ่อแม่ของสิรินได้รึกษาหารือกับจารึกมาตลอดเวลา จารึกส่งแม่บ้านไปช่วยเรื่องงานครัวด้วย วันนั้นมีญาติมาช่วยกันมากมาย มากันจากต่างอำเภอ บ้านเล็กๆ หลังนั้นจึงคึกคักไปด้วยผู้คน
สองหนุ่มสาวแต่งตัวเรียบร้อย นั่งพับเพียบเบื้องหน้าผู้ใหญ่สองฝ่าย พ่อแม่สิรินสวมชุดไหมใหม่เอี่ยม สินสอดทองหมั้นที่หมอจุ่นนำมาหมั้นสร้อยแก้วนั้นวางอยู่บนพานทอง หมอจุ่นพาคนรักไปเลือกแหวนที่ร้านเพชรที่กรุงเทพฯ และสร้อยแก้วเลือกแหวนเรือนทองฝังเพชรเดี่ยวหนักสองกะรัตแบบเรียบๆ
"ได้ฤกษ์แล้วล่ะค่ะคุณแม่ขา" จั่นกระซิบผู้เป็นแม่เบาๆ
"เอาล่ะจ๊ะ จุ่นสวมแหวนให้น้องได้แล้วลูกได้ฤกษ์แล้ว" ท่านบอกลูกชาย
หมอจุ่นเอื้อมมือจับมือสร้อยแก้ว เธอก้มหน้านิดหน่อย มือของหนุ่มสาวสั่นสะท้านนิดๆ ด้วยความรู้สึกตื่นเต้น เขาสวมแหวนให้เธอแล้วเลยกุมมือนั้นไว้
น้องสาวลุ้นในใจว่า..จูบมือสิพี่หมอ..จูบมือเหมือนในหนังเวลาพระเอกกับนางเอกหมั้นกันน่ะ.. แต่หมอจุ่นได้แต่กุมมือเธอ และสร้อยแก้วมีอาการหน้าแดงด้วยเขินอาย
เสียงปรบมือดังขึ้นจากบรรดาสักขีพยาน..ซึ่งจารึกก็เป็นหนึ่งในบรรดานั้นด้วย เสียงซุบซิบแว่วว่า
"...สมกันดีนะ.."
"โชคดีของเจ้านาจมัน ..ลูกสาวมันได้ผัวดี"
"ยั๊ง.. แค่หมั้นเฉยๆ "
"เอ๊อ..ได้คู่หมั้นดีเป็นถึงมดถึงหมอ เจ็บป่วยได้ไข้ก็สบาย"
"สบายยังไง ก็เจ็บป่วย"
"ก็สบายที่ไม่ต้องเสียตังค์หาหมอไงวะ.."
"อ๊อ.."
"ยังเหลืออีกคน ..อีกคนเหลือ"
"ยังไงวะ?"
"อ๊าว! ก็เหลืออีริน ส่วนไอ้ริยามันเอาผัวก็ดี.."
พวกเขาก็ว่ากันไปตามประสีประสา ..หากจารึกได้ยินแล้วเจ็บแปลบ
สิรินแต่งชุดสวย เป็นเสื้อกระโปรงลูกไม้สีน้ำตาลอ่อนตัวหลวมสิริยาก็เก๋ด้วยชุดเสื้อกางเกงสีแทน มีผ้าพันคอลายไทยผืนสวยเป็นจุดเด่น เธอควงเพื่อนสาวคนใหม่อีกแล้ว ถือโอกาสนี้เปิดตัวสาวคนใหม่เสียเลย สาวคนนี้ทำงานเป็นแอร์โฮสเตส มีชื่อว่าบิว เป็นสาวลูกครึ่งไทย-อังกฤษ สวยเฉี่ยวไปทั้งตัว เสียงคนซุบซิบวิจารณ์กันว่า
"เมียใหม่มันสวยหยด"
"มึงลองนึกดูที ว่ามันทำกันยังไง"..
"ทำอะไร?"
"อ๊าว!...แหม.. ก็..จะอื๋ยๆ บนเตียงง่ะ.."
"มึงก็ลองไปถามไอ้ริยามันดู เผื่อมันจะบอกเอาบุญ.."
จารึกเกลียดชังเสียงครหาอย่างนี้นัก แต่เกิดเป็นคนหรือจะหนีพ้นการนินทา เรื่องดีๆ มีให้พูดก็พูดกันไม่นาน เพราะไม่สนุก สุดมันเท่าพูดเรื่องในมุ้งของคนอื่น
..ธรรมชาติของคนมีความอยากรู้อยากเห็นทำนองนี้มาเนิ่นนานจะโทษใครได้ ถ้าจะโกรธกัน ก็คงต้องโกรธคนทั้งโลกกระมัง..
"ยินดีด้วยนะคะแก้ว" จารึกเอ่ยแก่สร้อยแก้ว เมื่อฝ่ายนั้นคลานมากราบที่ตักของหล่อน สร้อยแก้วเคารพนับถือหล่อนอย่างครูและญาติผู้ใหญ่
"ขอบคุณค่ะครู"
หมอจุ่นไหว้กราบเช่นกัน แต่ไม่ถึงตักเหมือนสร้อยแก้ว
"ดีใจด้วยนะคะหมอ"
"ขอบคุณครับ"
เขายิ้มให้หล่อน แล้วพากันไปกราบ ไปไหว้ญาติผู้ใหญ่อื่นๆ จนครบถ้วนตามประเพณี
สร้อยแก้วสวมผ้าซิ่นพื้นเมืองแลดูเอี้ยมเฟี้ยมน่าเอ็นดูเสร็จจากพิธีหมั้นและไหว้กราบขอบคุณกันและกันเรียบร้อยแล้ว การเลี้ยงก็เริ่มต้นขึ้น เป็นงานเลี้ยงแบบขันโตก นั่งกันกับพื้น มีโตกอาหารตั้งกลาง ล้อมวงกันหลายวงเต็มไปหมด อาหารที่เลี้ยงก็ล้วนแต่เป็นอาหารพื้นเมืองแต่ดั้งเดิม เริ่มจากแกงอ่อมเนื้อ ลาบเนื้อ แกงแคไก่ ต้มหน่อไม้กระดูกหมู แหนมคั่ว จี๊นนึ่ง(เนื้อนึ่ง) น้ำพริกหนุ่ม แค่บหมู น้ำปู๋(ปู) กับผักแนมมากมาย และผัดหมี่กรอบ และที่ห้ามกันไม่ได้ในงานพิธีใดๆ ก็คือวงเหล้า ถึงคนเป็นหมอก็มีเรื่อง "เสียไม่ได้" เหมือนกัน หมอจุ่นจึงหน้าแดงคอแดงปลั่งเมื่อถูกญาติมิตรทางฝ่ายหญิงยื่นแก้วให้กรึ๊บเพื่อเป็นเกียรติ์หลายต่อหลายกรึ๊บ..
งานอย่างนี้บางคนไม่รู้ หรอกว่าใครเป็นใคร รู้แต่ว่าต้องกรึ๊บให้กันเพื่อเป็นเกียรติ์แก่เจ้าภาพ เป็นเกียรติ์แก่ตนเอง และเป็นเกียรติ์แก่ใครต่อใครเท่าที่จะอ้างเพื่อให้อีกฝ่ายยอมดื่มเหล้าที่ตนยื่นให้แต่บรรยากาศก็สนุกสนานอย่างพื้นบ้านพื้นเมืองไม่มีการดัดจริตบิดเบือนให้ลูกทุ่งกลายเป็นลูกกรุงแต่อย่างใด
เป็นวันที่พ่อหัวเราะเสียงดัง กินเหล้าในบ้านของตัวเองที่กำลังมีงานมงคล..งานหมั้นของลูกสาวคนโต..ลูกสาวที่เรียนมหาวิทยาลัยเป็นคนแรกของตระกูล ครั้นเรียนจบแล้วยังได้งานดี และได้แฟนดี.. ในหัวใจของพ่อจึงเต็มไปด้วยความสุข ความตื้นตันใจ และรู้ว่าใครๆ ก็ต้องอิจฉา
นายอำนาจรู้สึกว่าไม่เสียแรงเลยที่เขาสู้อุตส่าห์เลี้ยงดูส่งเสียให้ลูกๆ เล่าเรียนเขียนอ่าน...ตัวเขานั่งหลังพวงมาลัย ขับรถโดยสารตระเวนไปทั่วเมืองเชียงใหม่ รับผู้โดยสารท่ามกลางแดดร้อนเปรี้ยง เมียเขานั่งวาดลายไทยหลังขดหลังแข็ง..
บัดนี้ผลจากความเหนื่อยยากเริ่มออกดอกออกผลให้ได้ชื่นใจแล้ว ..ลูกที่ดี ต้องเจริญกว่าพ่อแม่ พ่อแม่ไร้การศึกษาอย่างเขาสามารถส่งลูกจบปริญญาตรี..มีงานดี มีสังคมที่ดี.. ลูกเขาไม่ว่าจะเป็นใคร ต่างมีชีวิตที่ดี มีสังคมที่ดีทุกคน...แม้นแต่สิริยา..
"ลูกสะใภ้ทำงานอะไรวะ สวยพริ้ง.."คนหนึ่งเอ่ยถามทำนองหยอกเย้าในวงเหล้า
เดี๋ยวนี้เขาชินเสียแล้วกับความเป็นทอมของสิริยาลูกสาวคนเล็ก ..บางทีเขาก็ลืมว่าลูกคนนี้เป็นผู้หญิง แต่ไม่ได้มองว่าสิริยาเป็นชาย แต่เขามองเห็นสิริยาเป็นทอม ความเป็นทอมสำหรับเขาเหมือนเป็นอีกเพศหนึ่ง
"แอร์โฮสเตส..บินไปบินมาเป็นว่าเล่น.."
"โอ้โห..สูงส่งจริงนิ.."
"มันก็บินไปทั่วโลกล่ะวะ ..เด็กๆ สมัยนี้มันเรียนสูง ไปไหนมันก็ไปกันได้ไกลๆ ไม่เหมือนคนรุ่นเรา ไปไหนๆ ก็ไม่เกินเชียงใหม่เชียงราย ไกลสุดก็แค่กรุงเทพฯ หรือถ้าไปต่างประเทศก็แค่เลยไปฝั่งสาย(แม่สาย)"
"เออ..จริงโว๊ย คนรุ่นนี้มันบินแว่บไปแว่บมา พูดกะฝรั่งมังค่างี้ปร๋อ แกดูกะเด็กขายของแถวไนท์บาร์ซาร์หรือที่กาดหลวงนั่นปะไร ถ้าพูดฝรั่งไม่ได้เขาไม่รับมันทำงานนา.."
สมัครพรรคพวกสรวลเสเฮฮา.. เป็นวันที่เขามีความสุขเต็มอิ่มวันหนึ่งในชีวิต เขานั่งมองเมียคอยบริการอาหารกับแกล้ม มองลูกๆ มองแขกเหรื่อคนกันเองแล้วปลื้มเปรมในหัวใจยิ่งนัก... ทุกสิ่งทุกอย่างเหล่านี้เป็นผลงานของเขาทั้งนั้น..ถ้าไม่มีเขา ไม่มีเมีย ก็ไม่มีลูกสาวสามคน ไม่มีงานอย่างนี้..นี่อีกสิบปีข้างหน้า เขาอาจนั่งตรงนี้ นับจำนวนหลานๆ ว่ามีกี่คน..

0 comments: